ประกาศ:

หยุดการอัพเดท ตั้งแต่ ตุลาคม 2556 เป็นต้นไป ให้เข้าชมที่ thaitvnews2014.blogspot.com

Tuesday, March 5, 2013

ข่าว หมูแฮม รอดคุก



ข่าวสด - อุทธรณ์ลดโทษ หมูแฮม รอดคุก-รอลงอาญา

คดีดังเมื่อปี50 ซิ่งรถไล่ทับคน เหตุหมอยืนยัน ป่วยสติฟั่นเฟือน ญาติเหยื่อสู้ต่อ เตรียมยื่นฎีกา!

ศาลอุทธรณ์พิพากษาลดโทษ นายกัณฑ์พิทักษ์ ปัจฉิมสวัสดิ์ หรือ "หมูแฮม" บุตรชายนายกัณฑ์เอนก ปัจฉิมสวัสดิ์ กับนางสาวิณี ปะการะนัง อดีตนางสาวไทยปี 2527 คดีขับเบนซ์ชนคนตายและได้รับบาดเจ็บ บริเวณปากซอยสุขุมวิท 26 แยกอารีย์ แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา เมื่อปี "50 โดยก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นสั่งจำคุก 10 ปี มาถึงชั้นอุทธรณ์พิจารณาลดโทษเหลือ 2 ปี และให้รอลงอาญาไว้ก่อน

เมื่อวันที่ 5 มี.ค. ที่ศาลจังหวัดพระโขนง ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีที่ พนักงานอัยการฝ่ายคดีศาลจังหวัดพระโขนงเป็นโจทก์ นายมาโนจน์ หรือ ธนชรพล โตจวง, น.ส.สังวาล สีหะวงษ์, น.ส.สุชีรา อินทร์สุวรรณ์ และนางทองดำ หลวงแสง เป็นโจทก์ร่วมที่ 1-4 ร่วมกันฟ้องนายกัณฑ์พิทักษ์ ปัจฉิมสวัสดิ์ หรือ "หมูแฮม" อายุ 25 ปี บุตรชายนายกัณฑ์เอนก ปัจฉิมสวัสดิ์ กับนางสาวิณี ปะการะนัง อดีตนางสาวไทยปี 2527 เป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พยายามฆ่าผู้อื่น และทำร้ายร่างกายผู้อื่นทำให้ได้รับอันตรายแก่กาย

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 50 เวลา 22.50 น. จำเลยใช้ก้อนหินทุบใบหน้านายสถาพร อรุณศิริ พนักงานขับรถโดยสารปรับอากาศ สาย 513 ทะเบียน 12-0939 กรุงเทพ มหานคร และขับรถเบนซ์ ทะเบียน ศศ 6699 กรุงเทพมหานคร พุ่งชนผู้โดยสารที่ยืนบน ทางเท้า และนางสายชล หลวงแสง พนักงานการเงิน ขสมก. เสียชีวิต หลังเกิดเหตุรถเมล์ ขับปาดหน้ารถของนายกัณฑ์พิทักษ์ให้หยุดบริเวณหน้าป้อมตำรวจจราจรที่ปากซอยสุขุมวิท 26 แยกอารีย์ แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กทม.

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 52 ว่า การกระทำของจำเลย ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยมีสติฟั่นเฟือน ที่อ้างว่ามีอาการเกร็งในขณะเกิดเหตุและตัวเองต้องได้รับการรักษาอาการป่วยจากแพทย์นั้น ศาลเห็นว่าที่จำเลยมีอาการเกร็งเกิดจากความเครียดจากการก่อเหตุเท่านั้น และที่จำเลยอ้างว่าบังคับตัวเองไม่ได้เพราะมีสภาพจิตแปรปรวน จำเลยไม่มีพยานหลักฐานยืนยันทางการแพทย์ชัดเจน ซึ่งการกระทำของจำเลยเกิดจากนายกัณฑ์เอนก ปัจฉิมสวัสดิ์ บิดาของจำเลยเลี้ยงดูตามใจ จึงก่อเหตุดังกล่าว จำเลยกระทำผิดตามฟ้อง พิพากษาลงโทษฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจำคุก 1 เดือน และริบรถยนต์ของกลาง และให้ชำระค่าเสียหายแก่นางสมจิตร แกล้วกล้า กระเป๋ารถเมล์ ผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 1 แสนบาท น.ส.สังวาล โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 8 แสนบาท น.ส.สุชีรา โจทก์ร่วมที่ 3 จำนวน 79,412 บาท และนางทองดำ หลวงแสง โจทก์ร่วมที่ 4 มารดาของนางสายชล หลวงแสง ผู้เสียชีวิต จำนวน 2,158,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับตั้งแต่วันทำละเมิด วันที่ 4 ก.ค.50 จนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนผู้เสียหายอื่นรวม 7 ราย จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายจนเป็นเป็นที่พอใจแล้ว

ศาลอุทธรณ์ประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า จากพฤติการณ์และสิ่งแวดล้อมในทางนำสืบ เชื่อว่าขณะเกิดเหตุจำเลยกระทำผิดขับรถขึ้นไปบนทางเท้าชนผู้ตายและผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ ในขณะที่จำเลยยังไม่สามารถบังคับตนเองได้ เพราะมีจิตบกพร่อง โดยก่อนเกิดเหตุและขณะเกิดเหตุจำเลยยังสามารถรู้สึกผิดชอบและสามารถบังคับตนเองได้บ้าง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญซึ่งตรวจรักษาได้ประชุมร่วมกับจิตแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์พยาบาลจิตเวช นักจิตวิทยาคลินิก และลงความเห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยป่วยเป็นโรคอารมณ์แปรปวน มีลักษณะหุนหันพลันแล่น ที่มีผลต่อการควบคุมพฤติกรรมที่ไม่สามารถบังคับตนเองได้ เนื่องจากมีสติฟั่นเฟือน โดยจำเลยมีอาการชักตั้งแต่เด็ก การกระทำของจำเลยจึงเป็นการไม่รู้สึกตัว ไม่สามารถบังคับตัวเองได้ จนเกิดเหตุร้ายดังกล่าว จึงมีความผิดฐานขับรถชนคนตายและบาดเจ็บที่กระทำไปโดยไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่อง ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กำหนดไว้สำหรับความผิดเพียงใดก็ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 วรรค 2 ที่ศาลชั้นต้นลงโทษว่า จำเลยมีความผิดฐานเจตนาฆ่าผู้อื่นนั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์จำเลยฟังขึ้นบางส่วน ศาลอุทธรณ์จึงเห็นควรลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี

พิพากษาแก้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นในขณะไม่สามารถบังคับตนเองได้ เพราะมีจิตบกพร่องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 228 ประกอบมาตรา 65 วรรค 2 เห็นควรให้จำคุกจำเลย 3 ปี และเมื่อจำเลยได้บรรเทาผลร้าย โดยชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้เสียชีวิต 1 ราย และผู้บาดเจ็บ 3 ราย จนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญากับจำเลยต่อไป จึงเห็นควรลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยเป็นเวลา 2 ปี และเมื่อรวมโทษฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นอีก 1 เดือน รวมจำคุกทั้งสิ้นเป็นเวลา 2 ปี 1 เดือน เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนด 2 ปี เพื่อให้เจ้าพนักงานคุมประพฤติได้แนะนำและคอยตักเตือนจำเลยเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง และให้จำเลยไปรักษาความบกพร่องทางจิตเป็นประจำตามที่แพทย์กำหนด โดยให้รายงานผลการรักษาต่อพนักงานคุมประพฤติทุกครั้งตลอดระยะเวลาของการรอลงอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ด้านน.ส.สุชีรา อินทร์สุวรรณ์ อายุ 31 ปี ลูกสาวของนางสายชล หลวงแสง ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวกล่าวว่า การสูญเสียแม่ไม่มีอะไรมาชดเชยได้ น่าจะมีบรรทัดฐานว่าคนที่กระทำผิดควรได้รับโทษในสิ่งที่เขากระทำไม่ว่าเขาจะอายุน้อย เป็นผู้เยาว์ หรือบกพร่องทางจิต โทษจำคุกหรืออะไรก็ตามระยะเวลาไม่มีความสำคัญ ส่วนการชดเชยด้วยเงินเป็นการเยียวยาภายนอก ไม่สามารถชดเชยบาดแผลภายในจิตใจได้ ขณะนี้รอคัดคำพิพากษาเพื่อร่วมพิจารณากับทนายว่าจะฎีกาหรือไม่ อยากให้สังคมได้รับทราบคำตัดสินเพื่อเป็นกรณีศึกษาต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายกัณฑ์พิทักษ์ก่อคดีขับรถชนคนเมื่อปี "50 และเรื่องยังอยู่ในการพิจารณาของศาล ต่อมาวันที่ 20 มี.ค. 51 นายกัณฑ์พิทักษ์ก็ก่อเหตุขับรถชนอีกจนได้ โดยขับรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า แอคคอร์ด หมายเลขทะเบียน 9ธ -7617 กรุงเทพมหานคร เฉี่ยวชนกับรถประจำทางสาย 545 หมายเลขทะเบียน 12-6002 ที่วิ่งรับส่งผู้โดยสารสำโรง-นนทบุรี เหตุเกิดขึ้นที่บริเวณหน้าตลาดโชคชัย 4 ซอยลาดพร้าว 55/2

ทั้งนี้ ขณะเกิดเหตุนายกัณฑ์พิทักษ์ได้แสดงตัวว่ารู้จักกับนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ขณะตำรวจจราจรได้เข้ามาเคลียร์พื้นที่ และหลังจากนั้นนายกัณฑ์เอนกได้เดินทางมาที่เกิดเหตุและเข้ามาเจรจากับผู้ขับขี่รถประจำทาง ตกลงค่าเสียหายในการซ่อมแซมรถจำนวน 2,000 บาท อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

No comments:

Post a Comment

ข่าวยอดนิยม รอบสัปดาห์

คุณคิดอย่างไรกับมาตรา 112

ท่านชื่นชอบพรรคการเมืองใด

ชมสารคดีชั้นนำมากมาย